การควบคุมความเสี่ยงในแต่ละกลยุทธ์

การควบคุมความเสี่ยงในแต่ละกลยุทธ์

ความสำคัญของการควบคุมความเสี่ยง

ไม่ว่ากลยุทธ์จะเก่งแค่ไหน ถ้าไม่ควบคุมความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ สุดท้ายอาจล้างพอร์ตได้

  • แต่ละกลยุทธ์มีลักษณะความเสี่ยงเฉพาะตัว
  • ต้องเข้าใจ Risk Profile ของกลยุทธ์ที่ใช้ เพื่อวางแผนควบคุมความเสี่ยงได้ตรงจุด

แนวทางควบคุมความเสี่ยงตามประเภทกลยุทธ์

1. Long Call / Long Put

  • ความเสี่ยง: ขาดทุนจำกัดที่ Premium จ่าย
  • ควบคุมความเสี่ยง:
    • ใช้ Position Sizing ให้เล็กพอ (เช่น เสี่ยงไม่เกิน 1-3% ของพอร์ต)
    • เลือก Expiration ที่มีเวลาพอสมควรเพื่อหลีกเลี่ยง Theta Decay รุนแรง

2. Credit Spread (Bull Put / Bear Call)

  • ความเสี่ยง: ขาดทุนจำกัด แต่โอกาสโดนขาดทุนมีสูงถ้าเลือก Strike ไม่ดี
  • ควบคุมความเสี่ยง:
    • เลือก Strike ที่มี Probability of Profit (POP) สูง (Delta ต่ำ)
    • จำกัด Margin Exposure ไม่เกิน 20-30% ของพอร์ตต่อครั้ง

3. Iron Condor / Iron Butterfly

  • ความเสี่ยง: ได้ Premium จำกัด ขาดทุนจำกัด แต่กรอบกำไรแคบ
  • ควบคุมความเสี่ยง:
    • เลือกกรอบกว้าง (Wide Wing) เพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จ
    • ตั้ง Stop-Loss บน % ของ Premium หรือ Delta Move

4. Calendar Spread / Diagonal Spread

  • ความเสี่ยง: IV Collapse หรือการเคลื่อนไหวแรงเกินคาด
  • ควบคุมความเสี่ยง:
    • Monitor Net Delta อย่างสม่ำเสมอ
    • Roll Short Leg เมื่อใกล้หมดอายุเพื่อลด Gamma Risk

5. Straddle / Strangle

  • ความเสี่ยง: ถ้าราคาไม่เคลื่อนไหวแรง จะเสีย Premium มาก
  • ควบคุมความเสี่ยง:
    • เข้าเทรดเมื่อคาดว่า IV จะเพิ่ม หรือมี Event ใหญ่ใกล้เข้ามา (เช่น Earnings)
    • ใช้ Size เล็กและวางแผนออกจาก Position เมื่อ IV Peak

การประเมินอัตราส่วนกำไร/ขาดทุน (Risk/Reward Ratio)

การเข้าใจอัตราส่วน Risk/Reward (R/R) ช่วยให้วางกลยุทธ์การเทรดอย่างมีประสิทธิภาพ

  • กลยุทธ์ที่ R/R ต่ำ แต่โอกาสสำเร็จสูง: เช่น Credit Spread, Iron Condor
    • ยอมรับกำไรน้อยแต่ชนะบ่อย
  • กลยุทธ์ที่ R/R สูง แต่โอกาสสำเร็จต่ำ: เช่น Long Call, Long Put
    • กำไรครั้งเดียวมาก แต่มีโอกาสแพ้สูง
โอกาสสำเร็จ (Probability of Profit) ขึ้นอยู่กับการตั้ง Strike, ระยะเวลาหมดอายุ และระดับความผันผวนของตลาด

ปัจจัยที่ทำให้โอกาสสูง/ต่ำ:

  • ระยะห่างของ Strike จากราคาปัจจุบัน
  • ระยะเวลาเหลือจนหมดอายุ (Time to Expiration)
  • ระดับ Implied Volatility (IV)

การเปรียบเทียบ: การถือหลาย Position แบบเดียวกัน vs หลายกลยุทธ์

ถือหลาย Position ของกลยุทธ์เดียว

  • ข้อดี: เข้าใจ Risk Profile ได้ง่าย
  • ข้อเสีย: เสี่ยงจากการเคลื่อนไหวผิดทิศแรง ๆ เพราะไม่มีการกระจายประเภทความเสี่ยง

ถือหลายกลยุทธ์ Position น้อย

  • ข้อดี: กระจายลักษณะความเสี่ยง เช่น มีทั้ง Delta Positive, Delta Neutral, Vega Positive เป็นต้น
  • ข้อเสีย: ต้องติดตามและบริหารหลายประเภท Position พร้อมกัน

สรุป:

  • การถือหลายกลยุทธ์ช่วยควบคุมความเสี่ยงได้ดีกว่า โดยลดผลกระทบจากการเคลื่อนไหวแรงของ Underlying เดียวกันในทิศทางเดียว
การกระจายกลยุทธ์ให้หลากหลายบน Underlying เดียวกัน ช่วยลดความผันผวนรวมของพอร์ต และเพิ่มโอกาสรอดในสภาวะตลาดที่ไม่คาดคิด

เทคนิคเสริมการควบคุมความเสี่ยง

  • ตั้ง Maximum Loss ต่อ Trade ล่วงหน้า (เช่น 2x Premium รับมา)
  • ใช้การ Hedge บางส่วนถ้าตลาดเคลื่อนแรงผิดทาง
  • ใช้ Time Stop (กำหนดเวลาปิด Position แม้ยังไม่ถึง Target)
การเข้าใจ Risk Profile และ Risk/Reward Ratio ของแต่ละกลยุทธ์อย่างแท้จริง ช่วยให้สามารถวางแผนรับมือได้ล่วงหน้า ไม่ต้องตื่นตระหนกเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน

สรุป

  • แต่ละกลยุทธ์มีความเสี่ยงและ R/R เฉพาะตัว ต้องควบคุมและเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายการเทรด
  • การกระจายกลยุทธ์หลายประเภทในพอร์ตช่วยลดความเสี่ยงโดยรวม และเพิ่มเสถียรภาพในการทำกำไรระยะยาว