การตั้ง Stop-Loss และ Target

การตั้ง Stop-Loss และ Target

ความสำคัญของการตั้ง Stop-Loss และ Target

การรู้ว่าจะออกจากสถานะ “เมื่อไหร่” มีความสำคัญพอ ๆ กับการตัดสินใจ “เข้า” Position เพราะช่วย:

  • จำกัดขาดทุนได้อย่างเป็นระบบ
  • ล็อกกำไรที่ได้มา ไม่ให้ตลาดเอาคืน
  • ลดความเครียดและการเทรดตามอารมณ์
ไม่มีการเทรดที่ผิดพลาด ตราบใดที่มีแผนการออกที่ชัดเจน

วิธีการตั้ง Stop-Loss

1. Stop-Loss ตาม % Premium หรือ Max Loss

  • เช่น ตั้ง Stop-Loss เมื่อขาดทุน 50-60% ของ Premium ที่รับมา
  • หรือใช้ Max Loss ตาม Risk per Trade ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

2. Stop-Loss ตาม Delta Move

  • ตั้ง Stop-Loss เมื่อ Delta ของ Short Option ขยับเกินค่ากำหนด (เช่น Delta > 0.30)

3. Time-Based Stop

  • ออกจาก Position หลังจากถือครบเวลาที่กำหนด เช่น 50% ของ Time to Expiration แม้ยังไม่ถึง Target หรือ Stop-Loss

วิธีการตั้ง Target (Take-Profit)

1. ตาม % ของ Premium ที่คาดหวัง

  • Credit Strategy: ปิดที่ 50-70% ของ Premium ที่วางแผนไว้

2. ตามระดับของ Delta หรือ Pricing Target

  • เมื่อ Delta ของ Short Option เหลือใกล้ 0 หรือ Premium ลดต่ำกว่าค่าเป้าหมายที่ตั้งไว้

3. Event-Based Exit

  • ปิด Position ก่อนข่าวสำคัญ (เช่น Earnings, FOMC Meeting) เพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนสูง

ตัวอย่างการตั้ง Stop-Loss และ Target

Credit Spread ตัวอย่าง:

  • Premium รับมา = 3,000 บาท
  • Max Loss = 7,000 บาท

แผนการออก:

  • Stop-Loss ที่ขาดทุน 2,000 บาท (ประมาณ 30% ของ Max Loss)
  • Take-Profit เมื่อเก็บกำไร 1,500-2,000 บาท (50-70% ของ Premium)

หมายเหตุ: ต้องคำนึงถึงค่าคอมมิชชั่น และ Slippage ด้วยเวลาคำนวณเป้าออก


ข้อควรระวังในการตั้ง Stop-Loss และ Target

  • อย่าตั้ง Stop-Loss ชิดเกินไป จนโดน Hit จาก Noise ของตลาด
  • อย่าตั้ง Target ไกลเกินจริง จนยากต่อการบรรลุผล
  • ปรับเปลี่ยนแผนได้ตามสภาพตลาด แต่ไม่ควรเปลี่ยนด้วยอารมณ์
การตั้ง Stop-Loss และ Target ที่ดี ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถรักษาวินัย และเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรอย่างยั่งยืน

สรุป

  • การตั้ง Stop-Loss และ Target เป็นหัวใจสำคัญของแผนการเทรด
  • การมี Exit Plan ล่วงหน้าช่วยลดการตัดสินใจผิดพลาดจากอารมณ์
  • เทรดเดอร์ที่มีระบบการออกอย่างเป็นวินัย มีโอกาสประสบความสำเร็จในระยะยาวสูงกว่ามาก