Basic Trade Examples

Basic Trade Examples

ความสำคัญของตัวอย่างเทรดพื้นฐาน

  • พื้นฐานการเทรดที่ดี คือรากฐานสำหรับพัฒนาทักษะไปสู่ระดับที่สูงขึ้น
  • การเข้าใจโครงสร้าง Payoff, การเลือกกลยุทธ์ง่าย ๆ และการบริหารความเสี่ยงขั้นพื้นฐาน เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องแม่นยำ
การเทรดที่ประสบความสำเร็จ เริ่มจากการทำสิ่งพื้นฐานให้ดีอย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างที่ 1: Long Call หลัง Breakout

บริบท

  • หุ้น XYZ มีแนวโน้มเป็นขาขึ้นและกำลังทดสอบแนวต้านสำคัญที่ราคาประมาณ 100 บาท
  • มีสัญญาณ Breakout เกิดขึ้น โดยราคาปรับตัวสูงกว่าระดับแนวต้านพร้อมกับปริมาณการซื้อขาย (Volume) ที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 วัน
  • Implied Volatility (IV) ของหุ้น XYZ อยู่ในระดับปานกลาง (เช่น IV Rank ประมาณ 40-50%)
    • ส่งผลให้ค่า Premium ของ Option ไม่แพงจนเกินไป เหมาะแก่การเปิดสถานะซื้อ (Long)

กลยุทธ์ที่เลือก

  • เลือกเปิดสถานะ Long Call โดยซื้อ Call Option ที่มี Strike Price ใกล้เคียงกับราคาหุ้นปัจจุบัน (ATM: At-the-Money)
  • เลือกสัญญาที่มีอายุคงเหลือ (DTE: Days to Expiration) ประมาณ 30-45 วัน เพื่อให้มีเวลาเพียงพอในการปล่อยให้เทรนด์ราคาทำงานและลดผลกระทบจากค่าเสื่อมราคาของ Option (Theta Decay)

การบริหารความเสี่ยง

  • กำหนดขนาดของ Position ให้ความเสี่ยงไม่เกิน 2% ของมูลค่าพอร์ตทั้งหมด
  • วางแผน Stop-Loss ล่วงหน้า:
    • ตั้งจุดตัดขาดทุนหากมูลค่า Premium ของ Call Option ลดลงเกิน 30% จากราคาซื้อเดิม
    • ตัวอย่างเช่น ถ้าซื้อ Premium ที่ 5 บาท ถ้า Premium ลดลงต่ำกว่า 3.5 บาท จะทำการปิดสถานะทันที
  • การ Hedge:
    • หากหุ้นเคลื่อนไหวสวนทางหรือไม่เป็นไปตามแผนในช่วงแรก อาจพิจารณาเปิดสถานะขาย Short Call (แบบ Bear Call Spread) เพื่อจำกัดการขาดทุนเพิ่มเติม
  • การ Roll Position:
    • หากถึงวันใกล้หมดอายุและหุ้นยังมีแนวโน้มดีแต่ Option ใกล้หมดค่าเวลา อาจเลือก Roll Up (เลื่อน Strike สูงขึ้น) หรือ Roll Forward (ยืด DTE ออกไป) เพื่อรักษาสถานะการลงทุนต่อ

ผลลัพธ์

  • หลังจากเปิดสถานะ Long Call ไปแล้ว ราคาหุ้น XYZ ปรับตัวสูงขึ้นต่ออีก 10% ภายในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์
  • มูลค่า Premium ของ Call Option เพิ่มขึ้นประมาณ 70% จากราคาที่ซื้อ
  • ทำการ Take Profit ตามแผนที่วางไว้ โดยปิดสัญญาเพื่อเก็บกำไร

บทเรียน

  • การรอให้เกิด Confirmation ที่ชัดเจนจากการ Breakout ของราคาพร้อมด้วย Volume สูง เป็นตัวกรองสำคัญที่ช่วยลดโอกาสเกิด False Breakout
  • การเลือก Option ที่มีอายุ DTE พอเหมาะ (30-45 วัน) ช่วยลดความเสี่ยงจากค่าเสื่อมราคาที่เร็วเกินไป
  • การตั้ง Stop-Loss ล่วงหน้า และมีวินัยในการปฏิบัติตามแผน เป็นกุญแจสำคัญในการจำกัดขาดทุนหากตลาดไม่เป็นไปตามคาด
  • การวางแผนสำรอง เช่น Hedge หรือ Roll Position ช่วยให้สามารถบริหารความเสี่ยงเพิ่มเติมได้เมื่อตลาดไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์
  • การเลือก IV ระดับปานกลางช่วยให้ต้นทุนไม่สูงเกินไป และเพิ่มโอกาสในการได้กำไรจาก Delta Move โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจาก Vega สูงนัก

ตัวอย่างที่ 2: Bull Put Spread บนแนวรับ

บริบท

  • หุ้น ABC มีแนวโน้มพักตัวลงมาชนแนวรับสำคัญที่เคยเป็นจุดกลับตัวมาก่อน
  • แม้ราคาลงมาใกล้แนวรับ แต่ไม่มีสัญญาณของ Volume Panic หรือขายทิ้งอย่างรุนแรง
  • Implied Volatility (IV) ของหุ้น ABC อยู่ในระดับค่อนข้างสูง (IV Rank > 60%)
    • ทำให้ค่า Premium ของ Option ฝั่ง Put มีราคาสูงขึ้น เหมาะกับการเปิดสถานะขาย Option เพื่อกินค่าเสื่อมราคา

กลยุทธ์ที่เลือก

  • เปิดสถานะ Bull Put Spread โดยขาย Put Option ที่ Strike Price ต่ำกว่าราคาหุ้นปัจจุบันประมาณ 5% (Out-of-the-Money)
  • พร้อมกับซื้อ Put Option ที่ Strike Price ต่ำกว่าขายอีกหนึ่งระดับ เพื่อลดความเสี่ยงขาดทุนไม่จำกัด (ทำให้กลายเป็น Spread แบบมีขอบเขต)
  • เลือก DTE ประมาณ 30-45 วัน เช่นเดียวกับการตั้งเวลาของกลยุทธ์ Time Decay

การบริหารความเสี่ยง

  • จำกัดการใช้ Margin ให้อยู่ที่ไม่เกิน 5% ของมูลค่าพอร์ต เพื่อควบคุมความเสี่ยงรวม
  • วางแผน Exit Plan ชัดเจน:
    • หากราคาหุ้นหลุดแนวรับ พร้อมกับมี Volume การขายที่สูงผิดปกติ จะทำการปิดสถานะทันทีเพื่อลดการขาดทุน
  • กรณีหุ้นลงมาใกล้ Strike ที่ขายไว้:
    • พิจารณา Roll Down (ย้าย Strike ลงมาให้ห่างแนวรับใหม่) และยืด DTE เพื่อเพิ่มโอกาสที่ Spread จะหมดมูลค่าได้ตามแผน
  • หรือใช้ Hedge ชั่วคราวโดยการซื้อ Put Option เพิ่มเติมหากสถานการณ์เริ่มไม่แน่นอน

ผลลัพธ์

  • หุ้น ABC ดีดกลับขึ้นจากแนวรับตามที่วิเคราะห์ไว้
  • ค่า Premium ของ Bull Put Spread ลดลงจนหมดมูลค่าตามคาด ทำให้ได้รับกำไรเต็มจำนวน Premium ที่เก็บมาแต่แรก

บทเรียน

  • การเลือก Strike Price ที่ห่างจากแนวรับพอสมควร และประเมินพฤติกรรมของ Volume อย่างรอบคอบ สามารถช่วยลดโอกาสที่เทรดจะผิดทางได้
  • การเข้าเทรดในช่วง IV สูง ช่วยให้ได้ Premium สูงและเพิ่มโอกาสการทำกำไรจากการ Time Decay
  • มี Exit Plan และวางแผนการ Roll หรือ Hedge ชัดเจนตั้งแต่ก่อนเข้าเทรด ช่วยลดอารมณ์และการตัดสินใจผิดพลาดในระหว่างการถือสถานะ

เทคนิคเสริมสำหรับผู้เริ่มต้น

  • เทรด Options ที่มี Liquidity สูงเท่านั้น เช่น SPY, QQQ, หุ้นกลุ่ม Top 50
  • เริ่มจากกลยุทธ์ที่มีโครงสร้างง่าย ๆ เช่น Long Call/Put หรือ Vertical Spread ก่อน
  • บริหารขนาด Position ให้เล็กพอที่จะไม่กระทบพอร์ตหนักหากผิดทาง (เช่นเสี่ยงเพียง 1-2% ต่อเทรด)
  • ตั้ง Exit Plan (ทั้ง Take Profit และ Stop Loss) ทุกครั้งก่อนเข้าเทรด
การสร้างวินัยตั้งแต่เทรดง่าย ๆ จะต่อยอดไปสู่ความสำเร็จในกลยุทธ์ขั้นสูงได้ในอนาคต

สรุป

  • ตัวอย่างเทรดพื้นฐานช่วยเสริมความเข้าใจทั้งเรื่องสภาพตลาด, การเลือกกลยุทธ์ และการบริหารความเสี่ยง
  • ควรฝึกซ้อมและทำซ้ำกับ Position เล็ก ๆ ก่อน เพื่อสร้างความมั่นใจก่อนขยับไปสู่กลยุทธ์ซับซ้อนยิ่งขึ้น